วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กรอบหลักสูตรวิทยาศาสตร์ : วิชาชีววิทยา ช่วงชั้นที่ 4 (Science Curriculum Framework : Biology – Grade 10 – 12)

ความสำคัญของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องกับทุกคน ทั้งในชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ และการผลิตเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนเป็นผลมาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เน้นกระบวนการคิดและกระบวนการแสวงหาความรู้โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ สอนให้ผู้เรียนรู้จักการสังเกต การตั้งคำถาม การค้นคว้าหาความรู้ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลาย สามารถตรวจสอบได้ และอธิบายด้วยเหตุผล นำไปสู่การเกิดองค์ความรู้และความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ดังนั้น การรู้วิทยาศาสตร์จึงมีความจำเป็นสำหรับทุกคน เพื่อใช้ในการพัฒนาตนเอง ท้องถิ่น และประเทศชาติ อย่างมีคุณภาพด้วยความมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย และสามารถแข่งขันได้ในสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ นอกจากนี้ วิทยาศาสตร์ยังช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน

เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ทำให้เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติจากการสังเกต การตั้งคำถาม การค้นคว้าหาความรู้ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เน้นกระบวนการคิด และกระบวนการแสวงหาความรู้โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพและพัฒนาตนเอง ท้องถิ่น และประเทศชาติ อย่างมีคุณภาพด้วยความมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย และสามารถแข่งขันได้ในสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้
การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศึกษามีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้
1.เพื่อให้เข้าใจลักษณะของธรรมชาติวิทยาศาสตร์
2.เพื่อพัฒนาการสังเกต การตั้งคำถาม การค้นคว้าหาความรู้ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ กระบวนการคิด และกระบวนการแสวงหาความรู้ โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์
3.เพื่อนำความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
4.เพื่อให้เข้าใจและตระหนักถึงความสัมพันธ์และผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อมนุษย์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ และสิ่งแวดล้อม
5.เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์


สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ วิชาชีววิทยา
สาระที่ 1 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
มาตรฐาน 1.1 ลักษณะของวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้หลักฐานยืนยัน
มาตรฐาน 1.2 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้
มาตรฐาน 1.3 ลักษณะและที่มาของกฎและทฤษฎี
มาตรฐาน 1.4 วิธีการที่หลากหลายในการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
มาตรฐาน 1.5 การสังเกตและลงข้อสรุป
มาตรฐาน 1.6 บทบาทของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการในการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
มาตรฐาน 1.7 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของนักวิทยาศาสตร์
มาตรฐาน 1.8 วิทยาศาสตร์กับสังคม

สาระที่ 2 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต
มาตรฐาน 2.1 โครงสร้าง คุณสมบัติ และหน้าที่ของเซลล์สิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน 2.2 ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน 2.3 กระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
มาตรฐาน 2.4 วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ
มาตรฐาน 2.5 การใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

สาระที่ 3 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
มาตรฐาน 3.1 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน 3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ
มาตรฐาน 3.3 ความสำคัญ การใช้ประโยชน์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก

คุณภาพผู้เรียน
1. เข้าใจโครงสร้าง คุณสมบัติ และหน้าที่ของเซลล์สิ่งมีชีวิต
2. เข้าใจความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
3. เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การแปรผัน และมิวเทชัน
4. เข้าใจวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
5. เข้าใจกระบวนการ ความสำคัญ และผลของเทคโนโลยีชีวภาพต่อคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม
6. เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ
7. เข้าใจและตระหนักเกี่ยวกับการใช้และการรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า ร่วมมือกับชุมชนในการป้องกัน ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น
8. เข้าใจลักษณะของวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้หลักฐานยืนยัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ลักษณะและที่มาของกฎและทฤษฎี วิธีการที่หลากหลายในการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การสังเกตและลงข้อสรุป บทบาทของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการในการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กับสังคม
9. เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม
10. ระบุปัญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบสมมติฐานที่เป็นไปได้
11. ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตามความสนใจ
12. แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ในการสืบเสาะหาความรู้โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้องเชื่อถือได้
13. ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบเกี่ยวกับผลของการพัฒนา และการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ต้องทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจในความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างถ่องแท้และลึกซึ้งทั้งด้านธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science Knowledge) และด้านจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of Mind) จนสามารถนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการสอนวิทยาศาสตร์จึงควรตระหนักในการสอน 3 ประเด็น ดังนี้
1.สอนให้เข้าในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science)
คือ สอนให้เกิดทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ (knowledge of science) และ วิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
2.สอนให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of mind)
คือ สอนให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ และคำนึงถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม
3.สอนให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift)
คือ สอนให้มีการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหาสามารถศึกษาและหาสาเหตุของปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ สรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็นความรู้ของตนเองได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความคงทนของความรู้ ได้องค์ความรู้ใหม่ และวิธีการหาความรู้แบบใหม่ต่อไป
นอกจากนี้ การสอนวิทยาศาสตร์ควรมีส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด รู้จักการวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry process) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติ และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ อีกทั้งส่งเสริมให้นักเรียนพัฒนาความรู้วิทยาศาสตร์ทั้งในและนอกชั้นเรียน สอนให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ใช้ความรู้ ความสามารถพิจารณาและหาสาเหตุของปัญหา มีแนวทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมและสามารถลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาตามแนวทางที่ตัดสินใจได้ ประกอบกับปัจจุบันมีประเด็นปัญหาสังคมที่เกิดจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมาย ผู้เรียนจึงต้องทำความเข้าใจ ให้ลึกซื้ง สามารถอธิบายต่อชุมชนและสังคมที่ตนอาศัยอยู่ และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นการเตรียมตัวนักเรียนให้เป็นพลเมืองที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นผู้ที่สามารถนำความรู้วิทยาศาสตร์ที่เรียนจากห้องเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เป็นผู้รู้จักตัดสินใจในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของสังคมที่อยู่ใกล้ตัวตามความสามารถและสติปัญญา เป็นผู้ที่มีความตระหนักในประเด็นปัญหาของท้องถิ่น ชุมชน หรือสังคม และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม

การประเมินผลการเรียนรู้
การประเมินการเรียนรู้เป็นไปตามการประเมินการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic assessment) โดยเป็นการประเมินในเรื่องต่อไปนี้
1.การประเมินด้านความรู้
ประเมินความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดของสาระการเรียนรู้จากการทำแบบทดสอบ ประกอบด้วย แบบทดสอบรายหน่วย แบบทดสอบกลางภาค และแบบทดสอบปลายภาค
2.การประเมินด้านทักษะ
ประเมินจากการใช้ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ การใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการทดลองและการเขียนรายงานการทดลอง ทักษะการนำเสนอ ทักษะการทำงานเป็นทีม
3.การประเมินด้านจิตวิทยาศาสตร์
ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ได้แก่ ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น อดทน รอบคอบ ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ประหยัด การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กรอบสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของรัฐเทนเนสซี ประเทศสหรัฐอเมริกา

กรอบวิสัยทัศน์
วิทยาศาสตร์เป็นหนทางในการค้นหาและทำให้เข้าใจโลก ขณะเดียวกันก็ทำให้เราเกิดความสนใจใคร่รู้ขึ้นด้วยจากความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เราเรียนเกี่ยวกับโลก เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และการตัดสินใจที่จะดูแลรักษาโลกที่เราอยู่
วิทยาศาสตร์ช่วยให้เราสามารถคิดที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีจุดมุ่งหมาย ผู้ที่เรียนวิทยาศาสตร์จะใช้ข้อมูล และประสบการณ์ ในการตัดสินใจอย่างรอบรู้และมีความหมาย ประสบการณ์เหล่านั้นช่วยให้เราพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณ จากการที่เด็กได้สังเกต ทำให้มีการสะสมข้อมูล จัดจำแนก และการสื่อสารเพื่อค้นหาในสิ่งต่างๆ
วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการดำรงชีวิต ซึ่งต้องใช้การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรมโดยมักตัดสินด้วยการเข้าใจการแก้ปัญหาตามหลักการวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นหนทางในการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ที่จะได้ค้นพบองค์ความรู้ใหม่
วิทยาศาสตร์เป็นหนทางแห่งความคิด คือ เกิดการตั้งปัญหา นำไปสู่ความต้องการแก้ปัญหา และค้นหาหนทางที่ดีกว่า
วิทยาศาสตร์เป็นหนทางแห่งการปฏิบัติ คือ การทำการทดลอง การค้นหา และการประเมินค่าในความคิดใหม่ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการออกไปเผชิญชีวิตประจำวันและในอาชีพต่อไป ในขณะที่เด็กใช้วิทยาศาสตร์เพื่อมองเห็นความสัมพันธ์กับศาสตร์อื่นๆ
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในรัฐเทนเนสซี อยู่ภายใต้หลักการที่สนับสนุนกรอบวิสัยทัศน์ โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ เช่น กลุ่มทางการศึกษา กลุ่มภาคธุรกิจ และภาครัฐ มีการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้ดีขึ้น
หลักการที่สนับสนุนกรอบวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย
- สาระการเรียนรู้ของหลักสูตรวิทยาศาสตร์ ต้องมีการเรียบเรียงตามความสำคัญ และมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สะท้อนความคิด และบูรณาการกับสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆรวมทั้งกับหลักสูตรอื่นๆด้วย
- นักเรียนทุกคนควรจะมีโอกาสในการเรียนวิทยาศาสตร์และได้รับการสนับสนุนการเรียน กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น
- นักเรียนเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อนั้นพวกเขาจะสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ใหม่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมของพวกเขา
- นักเรียนสร้างทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและจิตวิทยาศาสตร์ เมื่อวันหนึ่งพวกเขาได้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาก็จะมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวไป ซึ่งจะได้มากกว่าการเรียนวิทยาศาสตร์อย่างง่าย
- นักเรียนได้รับความเข้าใจในแนวคิดหลักของวิทยาศาสตร์ เมื่อพวกเขากลับมาศึกษาแนวคิดเหล่านี้เองครั้ง พวกเขาจะเกิดเข้าใจเพิ่มมากขึ้น
- ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนทั้งหมด แต่ประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมจะช่วยเพิ่มพูนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น
- ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเป็นเลิศในการเรียนทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนต้องรู้สึกถึงความปลอดภัย ได้รับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่พร้อม และความร่วมมือกันระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหาร และชุมชน

แกนสาระทางการเรียนวิทยาศาสตร์
ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่
1.กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
จุดมุ่งหมาย นักเรียนสามารถแสดงถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยการตั้งคำถามและกระบวนการสืบสอบผ่านทางภาษา วิธีการและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
1.1 การสังเกต
1.2 การตั้งปัญหา
1.3 การสะสมข้อมูล
1.4 การวิเคราะห์
1.5 การอธิบาย
1.6 การสื่อสาร

2.การรวบรวมแนวคิดทางวิทยาศาสตร์
จุดมุ่งหมาย นักเรียนสามารถแสดงถึงการได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยการประยุกต์แนวคิด ทฤษฎี หลักการ และกฎ จากสาระวิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ โลก/ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
2.1 มาตรส่วนและแบบจำลอง
2.2 รูปทรงและหน้าที่
2.3 ระบบอวัยวะ
2.4 ระบบนิเวศ
2.5 สสารและการเปลี่ยนแปลง
2.6 การอนุรักษ์ธรรมชาติ

3.จิตวิทยาศาสตร์
จุดมุ่งหมาย นักเรียนสามารถแสดงถึงวิธีการในการคิดและการแสดงออกในการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์
3.1 ประวัติการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์
3.2 การยอมรับและการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผล
3.3 การวิเคราะห์และการคำนวณ
3.4 วิธีการทางวิทยาศาสตร์
3.5 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3.6 การสร้างสรรค์ผลงานด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

4.วิทยาศาสตร์กับสังคม
จุดมุ่งหมาย นักเรียนสามารถแสดงถึงเจตคติเชิงบวกทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจด้วยตนเอง เกี่ยวกับประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อตนเองสังคม และสิ่งแวดล้อม
4.1 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับเจตคติของสังคม
4.2 ประโยชน์ของวิทยาศาสตร์กับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต
4.3 การพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์สู่การประกอบอาชีพและการช่วยเหลือสังคม
4.4 การประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ต่อความต้องการของสังคม
4.5 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใช้เทคดนโลยีต่อความเข้าใจทางเศรษฐกิจของสังคม
4.6 ประโยชน์ของแนวคิดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ต่อการตัดสินใจด้วยเหตุผลสำหรับทุกคน

จากเทนเนสซี...สู่...ประเทศไทย
ในภาพรวมนั้นกรอบหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ของรัฐเทนเนสซีกับของประเทศไทย ในด้านเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ รัฐเทนเนสซีนั้น เน้นในส่วนของวิทยาศาสตร์กับสังคม ซึ่งในส่วนนี้ของเราไม่ชัดเจน ซึ่งอยู่ในสาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยจะปรากฎชัดเจนที่สุดในการกำหนดคุณภาพของผู้เรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ช่วงชั้นที่ 4) เท่านั้น ส่วนในช่วงชั้นอื่นๆ จะเ้น้นแค่ระดับของความสัมพันธ์ของการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะฉะนั้นเด็กที่เค้าสร้างขึ้นมาจะมีทั้งความรู้ ทักษะ และจิตสำนึกต่อสังคม เพราะปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก สามารถประยุกต์ความรู้และทักษะทางวิทยาศาสตร์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและใช้สร้างสรรค์หรือพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและสังคมได้ ในขณะที่เด็กเรามีทั้งความรู้และทักษะแต่ไม่สามารนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะขาดการสอนให้รู้จักเชื่อมโยงเข้าไปในชีวิตและสังคม ส่วนนี้น่าจะเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่หลักสูตรวิทยาศาสตร์ของประเทศเราควรมี เพื่อเด็กของเราจะได้เรียนรู้เพื่อชีวิต ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อสอบ

ศึกษาเพิ่มจาก The Tennessee Science Curriculum Framework

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทัศนะต่อมาตรฐานครูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1.ด้านความสำคัญและความจำเป็น
ผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญและจำเป็น เพราะจะช่วยเป็นแนวทางในการพัฒนาและกระตุ้นครูวิทยาศาสตร์ในแต่ละโรงเรียนให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน แต่ผลการประเมินที่ได้นั้นควรมีการศึกษาถึงปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลให้การประเมินผลนั้นไม่ผ่านด้วย เพราะแต่ละโรงเรียนมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป เช่น งบประมาณด้านห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ด้านการจัดกิจกรรมเสริม และด้านการทำสื่อ เป็นต้น

2.ด้านการกำหนดมาตรฐาน
มาตรฐานทั้ง 10 ข้อนั้นมีความครอบคลุมการปฏิบัติงานและการจัดการเรียนการสอนของครูวิทยาศาสตร์ค่อนข้างดีมาก แต่ควรเพิ่มในด้านการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความภูมิใจในวิทยาศาสตร์ไทย เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าและมั่นใจในความสามารถของคนไทยเพื่อนำไปสู่สากล

3.ด้านตัวชี้บ่ง
มีความซ้ำซ้อนกันบ้างเพียงแต่อยู่ในคนละคุณลักษณะ/คนละมาตรฐาน บางตัวชี้บ่งใช้คำที่เข้าใจยาก อาจต้องมีการอธิบายเพิ่มเติมบ้างเพื่อให้โรงเรียนหรือครูเป็นแนวทางในการปฏิบัติหรือปรับปรุงได้ตรงตามที่ต้องการ

4.ด้านผลงาน หลักฐาน หรือร่องรอย
โดยส่วนใหญ่จะดูจากแผนการจัดการเรียนรู้และแฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งอาจทำให้ครูใช้เวลาในการทำเอกสารค่อนข้างมาก มีบ้างที่ดูจากการปฏิบัติงานจริง อยากให้เพิ่มการสัมภาษณ์จากนักเรียน ซึ่งอาจช่วยลดปริมาณเอกสารที่ครูต้องจัดทำและยังเป็นการประเมินตรงตามสภาพจริงด้วย


รายละเอียด : มาตรฐานครูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี